IMG_7486

 

               องค์การบริหารส่วนตำบลนาใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 590 กิโลเมตร เดินทางโดยรถยนต์ อยู่ห่างจากจังหวัดร้อยเอ็ดประมาณ 46 กิโลเมตร มีพื้นที่ 34.10 ตารางกิโลเมตร จัดตั้งขึ้นตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล  พ.ศ. 2539 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 คลอบคลุมพื้นที่ 15 หมู่บ้าน

                หมู่บ้านในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลนาใหญ่

  1. บ้านนาใหญ่ หมู่ที่ 1

  2. บ้านนาน้อย หมู่ที่ 2

  3. บ้านหนองจอก หมู่ที่ 3

  4. บ้านตาแหลว หมู่ที่ 4

  5. บ้านเม็ก หมู่ที่ 5

  6. บ้านหางเหย หมู่ที่ 6

  7. บ้านเหลือม หมู่ที่ 7

  8. บ้านดงหัวเรือ หมู่ที่ 8

  9. บ้านโพนยานาง หมู่ที่ 9

  10. บ้านป่าม่วง หมู่ที่ 10

  11. บ้านตาแหลว หมู่ที่ 11

  12. บ้านป่ายางชุม หมู่ที่ 12

  13. บ้านตาแหลว หมู่ที่ 13

  14. บ้านตาแหลว หมู่ที่ 14

  15. บ้านนาใหญ่ หมู่ที่ 15

  อาณาเขต      มีอาณาเขตติดต่อกับตำบลข้างเคียง ดังนี้

      ทิศเหนือ     จดเขต     อำเภอเมืองสรวง

      ทิศใต้          จดเขต        ตำบลดอกไม้

      ทิศตะวันออก   จดเขต   ตำบลน้ำคำ, ตำบลหัวโทน

      ทิศตะวันตก     จดเขต   ตำบลหินกอง

   1.2 สภาพภูมิประเทศ

                เป็นที่ราบสูง พื้นที่ราบส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายและมีหินลูกรังบ้างเป็นบางส่วน

   1.3 ลักษณะภูมิอากาศ

                สภาพภูมิอากาศทั่วไปขององค์การบริหารส่วนตำบลนาใหญ่ มีอากาศร้อนจัดและแห้งแล้งในฤดูร้อนและมีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ฤดู ได้แก่

  1. ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ไปถึงเดือน พฤษภาคม

  2. ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนไปถึงเดือนตุลาคม

  3. ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปถึงเดือนมกราคม

    1.4 สภาพทางเศรษฐกิจ

                สภาพเศรษฐกิจขององค์การบริหารส่วนตำบลนาใหญ่ โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับผลิตผลทางการเกษตรเป็นหลัก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม พืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ มันสำปะหลัง โดยภาพรวมทางเศรษฐกิจเริ่มจะเปลี่ยนจากการพึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก

  1. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน

                2.1 การคมนาคม

                ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลนาใหญ่ มีการคมนาคมทางรถยนต์ ไม่มีการคมนาคมทางรถไฟ และเครื่องบิน สภาพถนนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลนาใหญ่ อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ไม่ดี ถนนสายหลักต้องได้รับการปรับปรุงให้มีสภาพที่ใช้งานได้ตลอดเวลา ในช่วงฤดูฝนน้ำท่วมขังในถนนเนื่องจากไม่มีระบบระบายน้ำเสีย จึงทำให้การไหลของน้ำไม่สะดวก

                2.2 ระบบไฟฟ้าสาธารณะ

                ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลนาใหญ่ มีการใช้กระแสไฟฟ้าเกือบครบทุกหลังคาเรือน และได้รับกระแสไฟฟ้าจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงจากอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยจะต้องดำเนินการขอกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอสุวรรณภูมิ สำหรับประชาชนได้รับความเดือดร้อนและมีคำร้องมายังองค์การบริหารส่วนตำบลนาใหญ่ และจะดำเนินการขยายเขตไฟฟ้าให้โดยจ่ายเงินสมทบให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ที่องค์การบริหารส่วนตำบลกำหนด

                2.3 ระบบประปา

                ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลนาใหญ่ ประชาชนส่วนใหญ่ใช้น้ำประปาจากการประปาหมู่บ้าน และใช้น้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ โดยประชาชนใช้บริการน้ำประปาจากน้ำประปาบ้านนาใหญ่ ประกอบด้วย หมู่ที่ 1,2 และหมู่ที่ 15 น้ำประปาบ้านตาแหลว ประกอบด้วย บ้านตาแหลว หมู่ที่ 4,11,13,14 น้ำประปาบ้านป่าม่วง ประกอบด้วย หมู่ที่ 9,10,12 น้ำประปาบ้านเม็กและน้ำประปาโรงเรียนบ้านเม็กหางเหย ประกอบด้วย หมู่ที่ 5,6 และน้ำประปาบ้านงูเหลือม ประกอบด้วย หมู่ที่ 7

              2.4 การโทรคมนาคม

              2.5 การใช้ประโยชน์ที่ดิน

                ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลนาใหญ่ มีพื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ ซึ่งจะทำการปลูกข้าวเป็นอาชีพหลัก รองลงมาคือการปลูกมันสำปะหลัง และอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้ายาพาราจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนตำบลนาใหญ่

  1. ด้านเศรษฐกิจ

                3.1 โครงสร้างทางเศรษฐกิจ/รายได้ประชาชน

                รายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับเกษตรกรมากที่สุด รองลงมาเป็นการค้าขายและพาณิชย์

                3.2 การเกษตรกรรม

                องค์การบริหารส่วนตำบลนาใหญ่ มีพื้นที่ทั้งหมด 34.10 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่ทางการเกษตรร้อยละ 70 ของพื้นที่ทั้งหมด และมีพื้นที่ป่าไม้คิดเป็นร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมด

                3.3 การอุตสาหกรรม

                อุตสาหกรรมในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลนาใหญ่ เป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เช่น โรงสีข้าว เป็นต้น นอกจากนั้นเป็นอู่ซ่อมรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ส่วนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ได้แก่ อุตสาหกรรมการผสม Primix ในการทำถนนลาดยาง


การจัดทำแผนพัฒนาสามปี

ตามที่องค์การบริหารส่วนตำบลนาใหญ่ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา (พ.ศ. 2558-2562) ซึ่งมีลักษณะเป็นแผนยุทธศาสตร์กว้าง ๆ ที่ชี้นำการพัฒนาระยะ 5 ปี ข้างหน้า ดังนั้นเพื่อเป็นการพัฒนาด้านต่าง ๆ มีความชัดเจนที่จะนำไปปฏิบัติได้ จึงจำเป็นต้องจัดทำแผนพัฒนาสามปีขึ้น เพื่อเป็นมาตรการเชื่องโยงระหว่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา (พ.ศ. 2558-2562) กับงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน อันจะส่งผลในการพัฒนาการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล 5 ปี มาพิจารณาเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและความต้องการ โดยคำนึงถึงการใช้งบประมาณที่มีอยู่ในแต่ละปีอย่างเหมาะสม

  1. ลักษณะของแผนพัฒนาสามปี

แผนพัฒนาสามปีเป็นเอกสารพัฒนาที่มาจาก แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา (พ.ศ. 2558-2562) ตามความจำเป็นและความเหมาะสม ทั้งนี้จะมีรายละเอียดและลักษณะเจาะจงมากยิ่งขึ้นพร้อมที่จะนำไปบรรจุไว้ในเอกสารงบประมาณประจำปีและสามารถปฏิบัติได้ทันทีเมื่อได้รับงบประมาณในปีนั้นจึงมีลักษณะ ดังต่อไปนี้

1.1 เป็นเอกสารแผนพัฒนาที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับแผนงานและโครงการที่ดำเนินการในปีนั้น ๆ

1.2 เป็นเอกสารแผนพัฒนาที่มีวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ในการพัฒนาไว้อย่างชัดเจน

1.3 เป็นเอกสารแผนพัฒนาที่มีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายและแนวทางการพัฒนาของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา

1.4 เป็นเอกสารแผนพัฒนาที่แสดงความเชื่องโยง ระหว่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี

  1. วัตถุประสงค์ของการจัดทำแผนพัฒนาสามปี

2.1 เพื่อเป็นการจัดเตรียมโครงการพัฒนาต่าง ๆ ให้อยู่ในลักษณะที่พร้อมจะบรรจุในเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปีและนำไปปฏิบัติได้ทันทีเมื่อได้รับงบประมาณ

2.2 เพื่อแสดงความสัมพันธ์เชื่องโยง และสอดคล้องกันระหว่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา

2.3 เพื่อแสดงจุดหมายและแนวทางในการพัฒนาของปีนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ให้มีความสอดคล้องและสามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์

  1. ประโยชน์ของการจัดทำแผนพัฒนาสามปี

การวางแผนพัฒนาประจำปีถือว่าเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการพัฒนาได้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดทั้งด้านระยะเวลาบุคลากรและงบประมาณ เพราะได้มีการตระเตรียมการใช้ทรัพยากรในทุกด้านไว้ก่อนแล้ว โดยเฉพาะในการจัดทำแผนพัฒนาสามปี ได้เน้นเรื่องการวิเคราะห์หรือศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการรวมถึงการประเมินโครงการในแต่ละโครงการซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณา คัดเลือกโครงการที่เหมาะสม

มาตรฐานการปฏิบัติงาน

              มาตรฐานการปฏิบัติงานถือเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่องค์การจะนำมาใช้ในการบริหารงานบุคคล เพราะทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานต่างจะได้รับประโยชน์จากการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานขึ้นมาใช้ร่วมกัน ผู้บริหารจะมีเครื่องมือช่วยควบคุมให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การมอบหมายหน้าที่และการสั่งการสามารถทำได้โดยสะดวกและรวดเร็ว การประเมินผลการปฏิบัติงานมีความยุติธรรมและน่าเชื่อถือ เนื่องจากมีทั้งหลักฐานและหลักเกณฑ์ที่ผู้บริหารสามารถชี้แจงให้ผู้ปฏิบัติงานยอมรับผลการประเมินได้โดยงานในส่วนของผู้ปฏิบัติงาน มาตรฐานที่กำหนดไว้ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายที่ทำให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมายการปฏิบัติงานมีความถูกต้องมากขึ้น เนื่องจากผู้ปฏิบัติงานมีกรอบหรือแนวทางในการปรับปรุงงานและการพัฒนาศักยภาพ เพื่อนำไปสู่มาตรฐานการปฏิบัติงานที่ทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารองค์การได้รวมกันกำหนดไว้เพื่อคุณภาพของการปฏิบัติงานและความเจริญก้าวหน้าขององค์การ

มาตรฐานการปฏิบัติงาน (Performance Standard) การบริหารงานบุคคลนับเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งของการบริหารองค์การ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้การพัฒนาองค์การบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้ การบริหารบุคคลเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องตัวกับตัวบุคคลในองค์การ นับตั้งแต่การสรรหาบุคคลมาปฏิบัติงาน การบรรจุแต่งตั้ง การพัฒนา การประเมินผลการปฏิบัติงาน ไปจนถึงการให้บุคคลพ้นจากงาน ทั้งนี้เพื่อให้องค์การได้คนดีมีความรู้ความสามารถและความประพฤติดีมาปฏิบัติงาน ซึ่งการที่องค์การจะได้บุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวมาปฏิบัติงานนั้น จำเป็นต้องสร้างเครื่องมือสำคัญคือการประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Standard) ขึ้นมาใช้ในการวัดและประเมินคุณสมบัติของบุคคล ซึ่งผลที่ได้จาการประเมินผลการปฏิบัติงานจะเป็นข้อมูลที่องค์การนำไปใช้ในการพิจารณาการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง การพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน การโอนย้าย การให้พักงาน และการให้พ้นจากงานโดยทั่วไปแล้ว การที่จะทำให้การประเมินผลการปฏิบัติงานดำเนินไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและเชื่อถือได้นั้น องค์การมักจะสร้างเครื่องมือประกอบอีกส่วนหนึ่งขึ้นมาใช้ในการพิจารณาประเมินผล ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ต้องใช้ก็คือ มาตรฐานการปฏิบัติงาน (Performance Standard) ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบผลงานระหว่างบุคคลที่ปฏิบัติงานอย่างเดียวกัน โดยองค์การต้องทำการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานไว้เป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนก่อนแล้ว เมื่อดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคคลจึงเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่องค์การได้กำหนดไว้

มาตรฐานการปฏิบัติงาน สำหรับคำว่ามาตรฐานการปฏิบัติงาน (Performance Standard) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ได้ให้ความหมายว่าเป็นผลการปฏิบัติงานในระดับใดระดับหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์ที่น่าพอใจหรืออยู่ในระดับที่ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ทำได้ การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานจะเป็นลักษณะข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาในงานที่ต้องปฏิบัติ โดยจะมีกรอบในการพิจารณากำหนดมาตรฐานหลาย ๆ ด้าน ด้วยกัน อาทิ ด้านปริมาณ คุณภาพ ระยะเวลา ค่าใช้จ่ายหรือพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากมาตรฐานของงานบางประเภทจะออกมาในรูปแบบของปริมาณ ในขณะที่บางประเภทอาจออกมาในรูปของคุณภาพองค์การ จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานให้เหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะของงานประเภท นั้น ๆ

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้ส่วนราชการมีมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจน อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรที่แสดงถึงรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติงานของกิจกรรม/กระบวนการต่าง ๆ ของหน่วยงาน

  2. เพื่อใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการองค์การ/การจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงาน (ตาม PM 5) ที่มุ่งไปสู่การบริหารคุณภาพทั่วไปทั้งองค์การอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานของส่วนราชการได้มาตรฐานเป็นไปตามเป้าหมาย ได้ผลิตผลหรือการบริการที่มีคุณภาพ เสร็จรวดเร็วทันตามกำหนดเวลานัดหมาย มีการทำงานปลอดภัยเพื่อการบรรลุข้อกำหนดที่สำคัญของกระบวนการ

ประโยชน์ของมาตรฐานการปฏิบัติงาน

หากจะพิจารณาถึงประโยชน์ที่องค์การและบุคคลในองค์การจะได้รับจากการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานขึ้นใช้ก็พบว่ามีด้วยกันหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน การสร้างแรงจูงใจ การปรับปรุงงาน และการประเมินผลการปฏิบัติงาน ดังนี้

  1. ด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน มาตรฐานการปฏิบัติงานจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง การเปรียบเทียบผลงานที่ทำได้กับที่ควรจะเป็นมีความชัดเจน มองเห็นแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติงานให้เกิดผลได้มากขึ้น และช่วยให้มีการฝึกฝนตนเองให้เขาสู่มาตรฐานได้

  2. ด้านการสร้างแรงจูงใจ มาตรฐานการปฏิบัติงานเป็นสิ่งทำให้เราเกิดความมุ่งมั่นไปสู่มาตรฐานผู้ปฏิบัติงานที่มีความสามารถจะเกิดความรู้สึกท้าทายผู้ปฏิบัติงานที่มุ่งความสำเร็จจะเกิด ความมานะพยายาม ผู้ปฏิบัติงานจะเกิดความภาคภูมิใจและสนุกกับงาน

  3. ด้านการปรับปรุงงานมาตรฐานการปฏิบัติงานจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทราบว่าผลงานที่มีคุณภาพจะต้องปฏิบัติอย่างไร ช่วยให้ไม่ต้องกำหนดรายละเอียดของงานทุกครั้ง ทำให้มองเห็นแนวทางในการปรับปรุงงานและพัฒนาความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน และช่วยให้สามารถพิจารณาถึงความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มผลผลิต

  4. ด้านการควบคุมงานมาตรฐานการปฏิบัติงานเป็นเครื่องที่ผู้บังคับบัญชาใช้ควบคุม การปฏิบัติงานผู้บังคับบัญชาสามารถมอบหมายอำนาจหน้าที่และส่งผ่านคำสั่งได้ง่ายขึ้น ช่วยให้สามารถดำเนินงานตามแผนง่ายขึ้นและควบคุมงานได้ดีขึ้น

  5. ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน มาตรฐานการปฏิบัติงานช่วยให้การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีหลักเกณฑ์ ป้องกันไม่ให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานด้วยความรู้สึกการเปรียบเทียบ ผลการปฏิบัติงานที่ทำได้กับมาตรฐานการปฏิบัติงานมีความชัดเจน และช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานยอมรับผลการประเมินได้ดีขึ้น

ขั้นตอนการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย

  1. เลือกงานหลักของแต่ละตำแหน่งมาทำการวิเคราะห์โดยดูรายละเอียดจากแบบบรรยายลักษณะงาน (Job Description) ประกอบด้วย

  2. พิจารณาวางเงื่อนไขหรือข้อกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าต้องการผลงานลักษณะใดจากตำแหน่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นปริมาณงาน คุณภาพงาน หรือวิธีการปฏิบัติงาน ซึ่งเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ตั้งไว้ต้องไม่ขัดกับนโยบาย หลักเกณฑ์หรือระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานหรือองค์การ

  3. ประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บังคับบัญชา หัวหน้าหน่วยงานทุกหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งนั้น ๆ เพื่อปรึกษาและหาข้อตกลงร่วมกัน

  4. ชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้

  5. ติดตามดูการปฏิบัติงานแล้วนำมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่กำหนดไว้

  6. พิจารณาปรับปรุงหรือแก้ไขมาตรฐานที่กำหนดไว้ใหม่ตามความเหมาะสมยิ่งขึ้น เกณฑ์ของมาตรฐานการปฏิบัติงาน เกณฑ์ที่องค์การมักกำหนดเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน ได้แก่ เกณฑ์ด้านปริมาณงานและระยะเวลาที่ปฏิบัติคุณภาพของงาน

ลักษณะการแสดงออกขณะปฏิบัติงาน ซึ่งกล่าวได้โดยละเอียด ดังนี้

  1. ปริมาณงานและระยะเวลาที่ปฏิบัติเป็นการกำหนดว่างานต้องมีปริมาณเท่าไร และควรจะใช้เวลาปฏิบัติมากน้อยเพียงใดงานจึงจะเสร็จ ดังนั้นงานลักษณะเช่นนี้จะไม่สามารถกำหนดมาตรฐานด้วยปริมาณหรือระยะเวลาที่ปฏิบัติได้

  2. คุณภาพของงาน เป็นการกำหนดว่าผลงานที่ปฏิบัติได้นั้นควรมีคุณภาพดีมากน้อยเพียงใด โดยส่วนใหญ่มักกำหนดว่าคุณภาพของงานจะต้องมีความครบถ้วน ประณีต ถูกต้องเชื่อถือได้ ประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากร

  3. ลักษณะการแสดงออกขณะปฏิบัติงาน งานบางตำแหน่งไม่สามารถกำหนดมาตรฐานด้วยคุณภาพหรือปริมาณ แต่เป็นงานที่ต้องปฏิบัติโดยการใช้บุคลิกหรือลักษณะเฉพาะบางอย่างประกอบ

ดังนั้น การกำหนดลักษณะพฤติกรรมที่ต้องแสดงออกไว้ในมาตรฐานการปฏิบัติงานจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทราบว่าต้องปฏิบัติอย่างไร เนื่องจากการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ขององค์การและขวัญกำลังใจของเพื่อนร่วมงานอย่างไรก็ตาม เพื่อให้การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานสำหรับตำแหน่งงานต่าง ๆ ในองค์การมีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของผู้ปฏิบัติงาน ผู้ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานจะต้องคำนึงถึงสิ่งสำคัญบางประการนั่นก็คือ ต้องเป็นมาตรฐานที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้โดยทั้งผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นพ้องต้องกันว่ามาตรฐานมีความเป็นธรรม ผู้ปฏิบัติงานทุกคนสามารถปฏิบัติได้ตามที่กำหนดไว้ ลักษณะงานที่กำหนดไว้ในมาตรฐานต้องสามารถวัดได้เป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์หรือหน่วยอื่น ๆ ที่สามารถวัดได้มีการบันทึกไว้ให้เป็นลายลักษณ์อักษรและเผยแพร่ให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจตรงกัน และสุดท้ายมาตรฐานการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้ต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพราะผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถปฏิบัติได้ตามมาตรฐาน การเปลี่ยนแปลงควรมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่หน่วยงานมีวิธีปฏิบัติงานใหม่หรือนำอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้มาใช้ปฏิบัติงาน

โครงสร้างองค์กรขององค์การบริหารส่วนตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลมีสภาตำบลอยู่ในระดับสูงสุดเป็นผู้กำหนดนโยบายและกำกับดูแลกรรมการบริหารของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารงานองค์การบริหารส่วนตำบลและมีพนักงานประจำที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ทำงานประจำวันโดยมีปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นหัวหน้างานบริหารภายในองค์กรมีการแบ่งออกเป็นหน่วยงานต่าง ๆ ได้เท่าที่จำเป็นตามภาระหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลแต่ละแห่งเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบอยู่ เช่น

– สำนักปลัด

– กองคลัง

– กองช่าง

– กองสวัสดิการสังคม

 1. สำนักปลัด อบต.  มีภารกิจด้านงานบริหารทั่วไป    งานนโยบายและแผน  งานกฎหมายและคดี  งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย งานกิจการสภา  งานบุคลากร   งานการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

 2.กองคลัง  มีภารกิจด้านงานการเงิน  งานการบัญชี  งานพัฒนาและจัดเก็บรายได้   และงานทะเบียนทรัพย์สินและพัสดุ

 3.กองช่าง  มีภารกิจด้านงานก่อสร้าง งานออกแบบและควบคุมอาคาร งานประสานสาธารณูปโภค  งานผังเมือง  งานไฟฟ้า

4.กองสวัสดิการสังคม งานสังคมสงเคราะห์  งานพัฒนาชุมชน งานส่งเสริมอาชีพและพัฒนาสตรี  งานส่งเสริมการเกษตร งานส่งเสริมปศุสัตว์